ด้วยความสับสนของผมเล่นเอาบลอคร้างไปนาน ...

ผมกำลังสงสัยว่า ...

ทำไมเด็กๆจึงไม่ชอบอ่านหนังสือเรียน?

ทำไมเด็กๆไม่ชอบหนังสือเรียน?

หนังสือเรียนส่วนใหญ่ มักมีรูปแบบเนื้อหาที่น่าจะขึ้นหิ้งบูชามากกว่าเอามานั่งอ่าน ไม่ว่าจะเป็น

  • วัตถุประสงค์ที่ร่ายยาวอยู่ในทุกๆบท
  • คำศัพท์ที่สวยหรูจนต้องแปลกันล้านตรลบ
  • มีแต่ข้อมูลจริงโดยไม่จุดประกายให้เด็กอยากรู้ข้อมูลเหล่านั้นก่อน เมื่อไม่มีความอยากรู้แล้วเด็กที่ไหนจะมานั่งทนอ่าน ถ้าไม่ใช่อ่านเพื่อสอบ
  • อาจารย์ไม่ใช่หนังสือเรียนให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

ทำไมหนังสือเรียนที่มีภาพประกอบไม่ได้รับความสนใจเท่าการ์ตูน?

ข้อนี้ดูกันง่ายๆเลย เทียบกันได้ชัดเลยว่าการ์ตูนมีเนื้อหาที่ต่อเนื่อง เป็นเรื่องราว พออ่านจบข้อมูลมันจะสัมพันธ์กันเองโดยอัตโนมัติในสมอง... แต่ หนังสือเรียน แม้จะมีภาพประกอบ แต่ก็มีการซอยย่อยเนื้อหา และการนำเสนอเนื้อหาในแต่ละบทก็ไม่ได้ต่อเนื่องเป็นเรื่องราว

การแบ่งบทอาจง่ายต่อการค้นหา แต่ผู้อ่านจะต่อใช้สมองผูกเนื้อหาทั้งหมดเข้าด้วยกันให้ได้เพื่อความเข้าใจ ที่ติดแน่นทนนานกว่าการจำ

อีกประการ การ์ตูนใช้ภาพในการดำเนินเรื่อง ส่วนหนังสือเรียนที่มีภาพประกอบ บางภาพไม่จำเป็นต้องนำมาใส่ไว้ด้วยซ้ำ เพราะไม่ได้ช่วยให้ความรู้ หรือ ข้อมูล เชื่อมโยงกันได้มากขึ้นเลย

แต่ทั้งนี้หนังสือเรียนที่มีภาพประกอบก็ไม่ใช่จะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว มีหลายครั้งเหมือนกันที่ภาพประกอบช่วยให้นักเรียนเข้าใจมากขึ้น

นิยายหนาๆตีหัวแตกยังอ่านได้ แล้วทำไมหนังสือเรียนจึงอ่านกันไม่จบสักที?

ในข้อนี้เหตุผลคล้ายกับเรื่องหนังสือการ์ตูน เราต้องเข้าใจว่าสิ่งไหนที่เป็นเรื่องราวเชื่อมต่อเนื่องกันมาอยู่แล้วจะทำให้เรารับรู้ง่ายกว่าการที่มาอ่านอะไรที่เป็นข้อๆ เป็นกฎ เป็น สูตร ....

มันเหมือนกับสารอาหารถ้ามันค่อยๆเข้ามา ร่างกายก็จะค่อยๆดูดซึม แต่ถ้ามันเป็นอะไรที่ โป้ง! โชะเดียว มาทั้งก้อน มันก็จะมีส่วนที่กลายเป็นกากอาหารไป บางทีมันมีประโยชน์จริง แต่ร่างกายก็ดูดซึมไม่หมด ไม่ทันเหมือนกัน

รูปเล่มล่ะเกี่ยวมั้ย?

บางคนอาจคิดว่าเป็นการมองแค่ภายนอก แต่รูปแบบที่ชวนอ่านก็มีผล แต่อย่างไรก็ดี เนื้อหาภายในย่อมไม่เป็นรองรูปเล่มแน่นอน

ทำไมอาจารย์บางคนถึงใช้หนังสือเรียนไม่เต็มที่?

อาจเป็นตั้งแต่การวางระบบการศึกษาแต่ละระดับชั้นเลยก็ได้ ว่าวิชานี้ให้เวลาเท่านี้กี่ชั่วโมง

จริงๆแล้วมีน้อยมากที่จะทำได้ตามนั้นจริงๆ หรืออาจไม่มีเลย มันก็เหมือนกับคนเรา เวลากำหนดตารางเวลาของตัวเองไว้แต่ก็ทำตามไม่ได้ทั้งหมดนั่นแหล่ะ เพราะในเรื่องจริงมันมีเหตุสุดวิสัยต่างๆนานา นอกจากนี้ยังมีเอกสาร(sheet)มากมายนอกจากในหนังสืออีก

ที่นี้ครูบางท่านก็เลยแทบจะไม่ใช้หนังสือเลย จนเด็กๆเห็นว่าไม่ควรซื้อหนังสือเรียนมาเลย

แม้ว่าอาจารย์จะไม่ได้ใช้หนังสือเรียนอย่างเต็มประสิทธิภาพของหนังสือ แต่ถ้าอาจารย์มีการสอนที่เต็มประสิทธิภาพต่อนักเรียนแล้ว หนังสือเรียนก็ไม่จำเป็นก็ได้

แต่เราก็ยังคงต้องซื้อหนังสือประกอบการเรียนอยู่ทุกปี ทำยังไงดีให้เราใช้มันได้อย่างเต็มที่ ทำยังไงให้เราชอบอ่านมัน?

ทำยังไงให้หนังสือเรียนน่าอ่าน?

อาจเป็นคำถามที่ดูเป็นการถามเพื่อแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ บางท่านอาจคิดว่าถ้าจะให้หนังสือเรียนมีคนอ่านเยอะๆ หรือมีคนชอบอ่าน มันก็ขึ้นอยู่กับตัวคนอ่าน

อันนั้นก็มีส่วน แต่คำถามนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นคำถามที่ไม่น่าคิด

จะดีกว่าถ้าทั้งหนังสือเรียนและนักเรียนมาร่วมกัน

จะเป็นอย่างไรถ้าหนังสือเรียนใช้ภาษาสนุก คือมีความเป็นกันเองต่อผู้อ่านมากขึ้น

ลองนึกถึงความรู้สึกที่เวลาเราอ่านหนังสือเรียนปกติสิ ... รู้สึกไม่ต่างจากการฟังอาจารย์ที่น่าเบื่อสอนหรอก คือท่านรู้นะ มีความรู้มากด้วย แต่ไม่มีกลวิธีไง จึงได้แต่บรรยาย

แล้วลองมานึกถึงพวกหนังสือขายดีสิ ... พวกที่ใช่ภาษาเช่น "คือมันเป็นอย่างงี้นะน้อง บลาๆๆๆ" หรือมีกลวิธีจุดประกายผู้อ่านก่อน เช่น "ตบอย่างไรไม่เปลืองแรง? ""ทำยังไงให้ควายตายจากเรา?" "ฟิสิกส์โคตรง่าย เสียดายไอน์สไตน์ไม่ได้อ่าน"หรืออะไรทำนองนี้

และถ้าเป็นพวกนิยายก็มีการจุดประกายคนอ่านเหมือนกัน คือการทิ้งท้ายในแต่ละตอนนั่นแหละ

ทำยังไงให้เราอยากอ่านหนังสือเรียน?

ไม่อยากจะตอบเลยว่าให้ทำใจ แต่จริงๆก็ต้องทำใจจริงๆ ยิ่งใกล้สอบนะยิ่งต้องทำใจเป็นทวีคูณ

ทำใจให้สนใจ ให้ชอบไง ถ้าเราอยากรู้ให้เรื่องไหนสักเรื่องเราก็จะขวนขวายอย่างสุดๆ นี่แหละมนุษย์

อย่างเช่นคุณแม่บ้านที่สงสัยคุณสามีไง สุดหล้าฟ้าเขียวขาวแดงดำ คุณเธอตามไปได้หมด ทำได้ทุกทางเพื่อสิ่งที่ต้องการรู้ไง

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าตอนนี้หนังสือเรียนมันยังไม่น่าอ่านนักล่ะก็ อ่านอะไรก็ได้ที่เราสนใจ อย่างที่ใครหลายๆคนบอกนั่นแหละ แต่อย่าให้ถึงกับถือปกขาวติดตัวตลอดเวลาแล้วกัน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถ้าตามความคิดเราเพราะหนังสือเรียนมันใช้ภาษาที่ไม่ดึงดุดและไม่สนุกเอาซธเลย ส่วนนิยายแม้จะยาวยืดก็ยังนุกและดึงดุดมากกว่า
โอะ วิเคาระห์ อย่างมีหลักการ โคตรๆ

หนังสือเรียนไม่น่าอ่านเพราะบางเรื่องมันเข้าใจยากเกินไป และ ดูเป็นวิชาการ

ถ้าหากทำเป็นนิยายแทรกความรู้เนี่ยจะน่าอ่าน แต่ขนาดเล่มจะขยาย 3 เท่าได้อะ

#2 By หมูทอดซามะ on 2006-05-09 13:41

หนังสือเรียนเป็นอะไรที่เด็กต้องใช้กันเยอะ แต่ทำออกมาไม่ได้มีความน่าสนใจซักนิดนึงนะขอรับ เลยไม่ชอบอ่านหนังสือเรียนไง
ส่วนนิยายมันมีการผูกเรื่องและเนื้อหารวมกันและสอดคล้องกันทำให้มันจำง่ายกว่าง่ะขอรับ เลยชอบอ่านมันมากกว่า
(สรุปคือขี้เกียจอ่ะสิ)= ="

#3 By saya chan on 2006-05-09 13:43

ผมว่า ที่ผมเขียนก็เริ่มเหมือนหนังสือเรียนเข้าไปทุกทีแล้ว แฮะ เอิ๊กๆ

#4 By ปุจฉา on 2006-05-09 13:52

แหะ

มองต่างมุม
เด็กใครคนไหนนิสัยรักอ่านไซร้
แม้แต่กระดาษเปื่อยยุ่ยมันก็พยายามสรรหาอ่าน

#5 By * Jetkaro ShowtimE * on 2006-05-09 14:57

พูดยากเนอะ บางทีเพราะยังมองไม่เห็นถึงประโยชน์ข้างหน้า ว่าสิ่งที่เรารู้สามารถหาเลี้ยงชีพได้ขนาดไหน (ผมอ่านหนังสือเป็นเมื่อตอนม.ปลายคับ)

#6 By Tang-mae on 2006-10-15 17:13

ก็วิชาความรู้นี่นา
ก็ต้องมีความพยายามกันบ้าง
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าหนังสือเรียน
ก็ต้องเป็นหนังสือเรียนอยู่ดี
จะเป็นนิยายการ์ตูนอะไรได้ไง
ไม่งั้นจะมีคำว่า TEXT BOOK เหรอ

#7 By pit (58.9.187.210) on 2007-07-20 11:37

เราว่านะความจริงจะให้ทำใจยอมรับทั้งหมดก็ไม่ได้เพราะสมมุติว่ารุ่นเราทำใจยอมรับชะตากรรมไปได้แล้วแล้วรุ่นต่อไปหละ มันก็ไม่ต่างไปจากเดิม การแก้ไขหนังสือเรียนให้น่าอ่านมันไม่ใช่ปลายเหตุซะทีเดียวหรอกเราคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นต้นเหตุซะมากกว่า เรื่องแบบนี้กระทรวงศึกษาธิการเขาน่าจะมาเข้าใจบ้างนะ แบบว่าอย่างน้อยเด็กตาดำที่มันนั่งหลังขดหลังแข็งตั้งใจอ่านเฉพาะตอนสอบสุดท้ายพอสอบเสร็จมันก็ถือเป็นส่วนที่ไม่จำแล้วลืมมันไปซะเพราะมันไม่มีแรงจูงใจที่ทำให้อยากจำไงหละ เขาน่าจะคิดถึงส่วนนี้แล้วลองร่วมมือกับพวกติวเตอร์หรือคนที่เขียนหนังสือสนุกๆพวกแต่งนวนิยายว่าควรจะทำอย่างไรให้เนื้อหาของหนังสือน่าจดจำแล้วทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราวได้ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่ต่างจากเดิมคืออาจจะต้องเป็นไปทุกรุ่น ลองดูหนังสือของออกฟอร์ดแปลไทยดิยังน่าอ่านกว่าของไทยจริงๆต้องเยอะ ทั้งที่เนื้อหาของเขามันมีทั้งตื่นลึกสลับกันไป(แล้วก็ใช่ว่าจะอ่านไม่เข้าใจด้วยนะอ่านง่ายมากง่ะ)

#8 By ความคิด (117.47.61.40) on 2009-10-20 10:23