เรียงความเรียงคำ
posted on 05 Mar 2008 19:51 by putcha in Thai
๑ มกราคม ๒๕๕๑ โดย มดส้มจ่อย
เรียงความเรียงคำ : เขียนประจำแต่ทำไมยังย่ำอยู่กับที่
การเขียนเรียงความถือเป็นงานที่บรรดาครูอาจารย์มักสั่งให้นักเรียนเขียนส่งเป็นประจำโดยเฉพาะในวันสำคัญอันเป็นหัวข้อยอดนิยมตลอดกาล เช่น “พ่อของแผ่นดิน” “แม่ของฉัน” “ครูในดวงใจ” เป็นต้น วันครู วันพ่อ วันแม่ วันเด็ก ฯลฯ หากลองนับวันที่เหล่านักเรียนต้องได้รับมอบหมายให้เขียนเรียงความขึ้น ในหนึ่งปีคงมีไม่ต่ำกว่าสิบหัวข้อเรื่อง อาจกล่าวได้ว่านักเรียนทุกคนเคยได้รับมอบหมายให้เขียนเรียงความส่งเป็นการบ้านอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งเรื่อง และแม้ว่าการสั่งให้เขียนเรียงความจะแพร่หลายหากแต่การสอนให้เขียนเรียงความกลับอยู่ในวงจำกัด
ในขณะที่หัวข้อเรียงความแต่ละหัวข้อพรั่งพรูออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง นักเรียนมากมายต่างมีอาการคล้ายคนตาบอดคลำทาง แม้จะมีการพยายามอธิบายถึงองค์ประกอบของเรียงความ ว่าต้องมีอย่างน้อย ๓ ย่อหน้า คือ คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนเรียงความส่วนใหญ่ก็คือพยายามเขียนให้ได้อย่างน้อยสามย่อหน้า ส่วนเนื้อหาในแต่ละย่อหน้านั้นจะเป็นเช่นไรไม่ใคร่จะใส่ใจอะไรนัก หรือผู้เขียนบางจำพวก เมื่อทราบว่าควรจะต้องมีคำนำ เนื้อเรื่อง สรุปแล้ว ก็พยายามคิดคำนำก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้กำหนดให้แน่ชัดว่าเรียงความเรื่องนี้ตนต้องการจะเขียนให้มีเนื้อหาสาระไปในแนวทางใดบ้าง เรียงความของคนกลุ่มนี้จึงมักกลายเป็นการเขียนที่อาจดูดีในเบื้องแรก แต่หลงประเด็นและวกวนในภายหลังได้ นอกจากนี้ยังมีบุคคลผู้เขียนเรียงความอีกหลายจำพวกที่ยังล่องลอยไปตามกระแสความคิด ขาดรูปแบบ และระบบความคิดที่ชัดเจน หากการสั่งให้เขียนเรียงความนั้นเกิดขึ้นควบคู่กับการสอนแล้ว วิธีการเขียนเรียงความที่ถูกต้องย่อมเป็นผลดีสำหรับผู้ที่มีโอกาสเขียนเรียงความ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา เพื่อนำไปพัฒนาการเขียนของตนตามโอกาสที่มีอยู่ต่อไป
จากข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเขียนเรียงความสมควรมีการอธิบายถึงวิธีและรูปแบบให้มากกว่าดังที่เป็นมา ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้
ความหมายของเรียงความ
“เรียงความ” ตามความหมายพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หมายถึง เรื่องที่นำข้อความต่างๆมาแต่งเรียบเรียงขึ้น ในลักษณะที่ใช้พูดหรือเขียนกันเป็นสามัญ[๑]
สำหรับการนำข้อความต่างๆมาแต่งเรียบเรียงขึ้นนั้น ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่การคัดลอกข้อความจากหลายแหล่งที่มาแล้วนำมาประกอบกันขึ้นเป็นเรียงความเรื่องหนึ่ง เพราะการนำมาแต่งเรียบเรียงนั้นหมายถึงการนำเรื่องราวมา “แต่ง” ด้วยสำนวนภาษาของผู้เขียนเรียงความเอง ซึ่ง “เรียบเรียง” ลำดับความสัมพันธ์ของเรื่องราวอย่างเป็นระบบแล้ว
ความรู้เรื่องการเขียนเรียงความที่แพร่หลายในปัจจุบัน
แนวทางการเขียนเรียงความที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบันจนเป็นหลักพื้นฐาน คือการกล่าวถึงองค์ประกอบของเรียงความ อันประกอบไปด้วย สามย่อหน้าหลักคือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป
“คำนำ” คือ การเกริ่นเรื่อง เป็นย่อหน้าที่จุดประกาย เปิดประเด็น และทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจที่จะติดตามอ่านต่อ
“เนื้อเรื่อง” คือ ตัวเรื่องหลักของเรียงความ ภายในเนื้อเรื่องมีทั้งเนื้อเรื่องหลัก และเนื้อเรื่องย่อยที่สนับสนุนเนื้อเรื่องหลัก ด้วยเหตุนี้เนื้อเรื่องจึงสามารถแบ่งเป็นหลายย่อหน้าได้ เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่ผู้เขียนสามารถส่งสารให้แก่ผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องราวของเรียงความได้อย่างชัดเจน
“สรุป” คือ การสรุปเนื้อหาทั้งหมดที่ได้เขียนมาก่อนหน้าเพื่อเป็นการขมวดเรื่องและทบทวนเนื้อเรื่องอย่างย่อแก่ผู้อ่าน
ด้วยเนื้อหาเพียงเท่านี้ประกอบกับเรียงความที่ส่งไปมักกลับมาในสภาพที่ปรากฏร่องรอยการตรวจก็เพียงแต่การให้คะแนนเท่านั้น ย่อมเป็นการง่ายที่ผู้เขียนเรียงความซึ่งมีจำนวนครั้งในการเขียนมาก แต่มีประสบการณ์น้อยครั้งในการอ่านจะเกิดภาวะย่ำอยู่กับที่ ด้วยเหตุที่เข้าใจวิธีการเขียนเรียงความพื้นฐานได้ไม่ชัดเจน เพราะทราบแต่เพียงองค์ประกอบของเรียงความ ซ้ำยังไม่ทราบถึงความบกพร่องของตนที่เกิดขึ้นในการเขียนแต่ละครั้ง เพราะเรียงความที่เขียนขึ้นไม่ได้รับการชี้แจงถึงข้อผิดพลาดที่มีในเรียงความนั้นๆ
การย่ำอยู่กับที่ของผู้เขียนเรียงความจึงกลายเป็นสิ่งสามัญ ไม่ว่าจะเป็นการนำเนื้อเรื่องไปเป็นคำนำ การเขียนเรียงความที่มักกล่าวกันเสมอว่า เขียนเป็นน้ำท่วมทุ่ง การลำดับเรื่องราวและประเด็นที่ไร้ระบบทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้อ่าน และแม้กระทั่งการเขียนเรียงความที่ไม่สัมพันธ์ ไม่เป็นเอกภาพกับหัวข้อเรื่อง ดั่งนี้การเขียนเรียงความจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการเขียนเรียงความเบื้องต้นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
แนวทางเขียนเรียงความเบื้องต้นที่ควรทราบนอกเหนือจากองค์ประกอบของเรียงความ
จากการที่ทราบเพียงองค์ประกอบของเรียงความทำให้เกิดปัญหานานาประการดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งส่งผลให้ผู้เขียนเรียงความเกิดภาวะย่ำอยู่กับที่ แนวทางการเขียนเรียงความเบื้องต้นจึงมีขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์และช่วยแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะแก้ไขการย่ำอยู่กับที่ของผู้เขียนเรียงความ
ลักษณะเรียงความที่ดี
เรียงความที่ดีคือเรียงความที่มี “เอกภาพ สัมพันธภาพ สารัตถภาพ”
“เอกภาพ” คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเรื่องที่เขียน เช่น เรียงความหัวข้อ “พ่อของแผ่นดิน” ทั้งคำนำ เนื้อเรื่อง สรุปก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกัน มิใช่กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคำนำ แล้วเขียนถึงพ่อของตนในเนื้อเรื่องจนกระทั่งสรุป เป็นต้น
“สัมพันธภาพ” คือ ความเชื่อมโยงถึงกันในแต่ละย่อหน้า ย่อหน้าแต่ละย่อหน้ามีความสัมพันธ์ สนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น ในส่วนเนื้อเรื่องที่สามารถแบ่งได้เป็นหลายย่อหน้านั้น แต่ละย่อหน้าจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายความต่อจากย่อหน้าก่อนหน้า การสนับสนุนเหตุและผลของย่อหน้าก่อน เป็นต้น
“สารัตถภาพ” คือ ความมีสาระ มีแก่นสารของเรื่อง สารที่สื่อออกมามีคุณประโยชน์ต่อผู้อ่าน เช่นการเขียนเรียงความหัวข้อ “ประชาธิปไตยในฝัน” ก็ควรเขียนให้สร้างสรรค์ กล่าวถึงประชาธิปไตยในฝันอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ความมีแก่นสารของเรียงความยังหมายถึงการเขียนอย่างมีข้อเท็จจริงและหลักเหตุผลอ้างอิงอีกด้วย หาใช่อุปโลกน์และเขียนเรียงความขึ้นด้วยอคติของตนไม่
ลักษณะเรียงความดังที่กล่าวมานี้สามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินคุณภาพของเรียงความเพื่อจะได้ทราบถึงข้อบกพร่องและการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับเรียงความที่เขียนในแต่ละครั้งของผู้เขียนเรียงความ ทั้งยังสามารถใช้เป็นหลักสำหรับยึดถือในการตั้งต้นเขียนเรียงความได้อีกด้วย
ขั้นตอนที่ควรคำนึงในการเขียนเรียงความ
๑. พิจารณาหัวข้อเรียงความให้เข้าใจ
การพิจารณาหัวข้อเรียงความเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง เพราะการเข้าใจหัวข้อจะทำให้ บังเกิดแก่นเรื่องอันเป็นสาระแก่ผู้เขียนได้ เมื่อผู้เขียนเข้าใจหัวข้อเรื่องอย่างแจ่มแจ้งผู้เขียนย่อม สามารถเลือกสรรแก่นเรื่องที่จะนำมาเขียนเรียงความได้ นอกจากนั้นยังทำให้ผู้เขียนไม่หลง ประเด็น ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพระหว่างเนื้อเรื่องและหัวข้อเรื่องแก่เรียงความนั้นๆ
๒. ระดมสมองคิดถึงสารหรือเนื้อหาที่จะนำมาเขียนเรียงความ
พยายามคิดถึงขอบข่ายของเรื่องที่จะเขียนให้กว้างมากที่สุด เช่นการมองทั้งในมุมของ อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต คิดหาและนำวัตถุดิบอันได้แก่ เรื่อง สำนวน หรือ คำคมต่างๆที่ เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะต้องเขียนมารวบรวมไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการเปิดมุมมองทาง ความคิด ทำให้เรียงความที่จะเขียนขึ้นนั้นมีความหลากหลายทางความคิด ไม่เป็นการมองโลก แต่เพียงภาพเดิมๆเท่านั้น ทั้งยังจะส่งผลให้เรียงความที่ได้มีสารที่ไม่เป็นอคติ เพราะเกิดจาก การคิดพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว
๓. คัดสรรเฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ประโยชน์ได้จริง
นำวัตถุดิบทั้งหมดที่ได้จากการระดมสมองมาคัดสรร เลือกไว้แต่วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องและ มีประโยชน์ต่อหัวข้อเรื่องของเรียงความจริงๆเท่านั้น เพราะขั้นตอนนี้เป็นการคัดกรองความคิด ที่ไม่ชัดเจน และไม่เป็นประโยชน์ออกไปจากเรียงความ ก่อนการเริ่มต้นเขียนจริง ซึ่งจะช่วยให้ ผู้เขียนจดจ่อกับประเด็นที่จะเขียนได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เรียงความที่จะเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตมี ความเป็นสารัตถภาพ เพราะเนื้อหาชัดเจนและตรงประเด็น ทั้งยังมีเอกภาพ เพราะได้วัตถุดิบ ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
๔. ลำดับความสำคัญก่อนหลังและลำดับความสัมพันธ์ของเนื้อหา
นำวัตถุดิบที่คัดสรรแล้วมาเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง และลำดับความสัมพันธ์ของ เนื้อหาเพื่อให้ผู้อ่านรับและเข้าใจสารได้ง่าย ไม่เกิดความสับสนในเนื้อหาของเรียงความ ทั้งยังเสริมให้เนื้อเรื่องให้แต่ละส่วนของเรียงความมีความสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดี ต่างจาก เรียงความที่มีเรื่องเนื้อสะเปะสะปะ ยากแก่การติดตามของผู้อ่าน
๕. กำหนดโครงเรื่อง
นำการจัดลำดับที่ได้มาเขียนเป็นโครงเรื่องอย่างง่าย เพื่อเป็นแนวทางในการเขียนต่อไป ส่งผลให้ผู้เขียนไม่เผลอตนเขียนออกนอกประเด็น ดังนั้นโครงเรื่องจึงมีส่วนช่วยในการเขียน ได้มากโดยเฉพาะกับเรียงความขนาดยาว เช่นเรียงความชิงทุนภูมิพลที่กำหนดให้เขียน ๖ หน้า ขึ้นไป เป็นต้น เพราะยิ่งเรียงความขนาดยาวมากเท่าใด ก็ยิ่งง่ายต่อการที่ผู้เขียนจะหลงลืมสิ่งที่ จะเขียน หรือ เพิ่มเติมเนื้อความที่นอกประเด็นเข้ามาได้ โครงเรื่องจึงมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็น เครื่องกำหนดแนวทางในการเขียนแต่ละครั้ง และช่วยบันทึกสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะเขียน ทำให้ ผู้เขียนไม่พลาดเนื้อหาหรือรายละเอียดที่สำคัญไป
ตัวอย่างโครงเรื่องเรียงความ
เรียงความเรื่อง “ความเป็นไม่ไทยในตัวตนของคนไทย”
๑. เกริ่นเรื่องถึงมุมมองเรื่องความไม่เป็นไทยและความเป็นไทยในสังคมปัจจุบัน (คำนำ)
๒. กล่าวถึงความไม่เป็นไทยและความเป็นไทยที่ต่างก็มีทั้งด้านดีและด้านเสีย
๓. กล่าวถึงความเป็นไทยที่ไม่ควรยกย่องสรรเสริญเกินควร (ยกตัวอย่างประกอบ: สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร)
๔. กล่าวถึงความไม่เป็นไทยในด้านดี (ยกตัวอย่างประกอบ)
๕. การผสานกันอย่างกลมกลืนของความไม่เป็นไทยและความเป็นไทย
๖. สรุป (อาจใช้การอุปมา)
สังเกตว่าแต่ละหัวข้อของโครงเรื่องจัดลำดับตามโครงสร้างของเรียงความและ เรียงลำดับหัวข้อตามความสำคัญของเนื้อหา นอกจากนี้สามารถเขียนหัวข้อแต่ละหัวข้อใน รูปแบบของคำ วลี หรือ ประโยค ก็ได้ เพียงแต่การเขียนนั้นจะต้องเป็นที่เข้าใจได้กระจ่างชัดเจน เพื่อผู้เขียนจะได้นำไปใช้ในการเขียนเรียงความจริงๆต่อไป
๖. เขียนเรียงความตามโครงเรื่องที่ได้กำหนดไว้
ในขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นจะต้องเขียนตามโครงเรื่องทุกประการ เพียงแต่ยึดโครงเรื่องเป็น แนวทางเท่านั้น หากผู้เขียนคิดวัตถุดิบหรือประเด็นอื่นๆได้เพิ่มเติมก็ให้พิจารณาทบทวน ตั้งแต่ ข้อ ๓. ตามลำดับ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นควรที่จะแก้ไขโครงเรื่องก็สามารถกระทำได้ เพราะโครง เรื่องเป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการเขียนอย่างเป็นระบบ หาใช่กรงขังความคิดไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้เขียนต้องพิจารณาวัตถุดิบให้รอบคอบว่าคุ้มค่าที่จะแก้ไขโครงเรื่องหรือไม่ก่อนที่จะปรับแก้ โครงเรื่องและเขียนเรียงความโดยใช้โครงเรื่องใหม่นั้นเป็นแนวทาง
๗. ตรวจแก้ไขคำผิด เพิ่มเติมหรือแก้ไขจุดบกพร่อง
ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจแก้เรียงความคือหลังจากการเขียนเสร็จสองถึงสามวัน ทั้งนี้ทั้งนั้นสามารถตรวจแก้เรียงความได้ในทันที ซึ่งผู้เขียนต้องระมัดระวังมิให้จิตใจของตน ไปยึดติดว่าเรียงความที่เขียนขึ้นนั้นเป็นดั่งลูกของตน ที่ตนไม่สามารถอบรมสั่งสอนได้ เพราะมิ เช่นนั้นแล้วผู้เขียนเรียงความจะเกิดความลำเอียงในจิตใจ ประกอบกับอาการเหนื่อยล้าจาก การเขียนมาก่อนหน้าด้วย ส่งผลให้การตรวจแก้เรียงความไม่ได้ผลเท่าที่ควรนัก ดั่งนั้น หาก เป็นไปได้ควรเขียนเรียงความก่อนกำหนดส่งสามถึงสี่วันเป็นอย่างน้อย เพื่อจะได้มีเวลาในการ แก้ไขตรวจทานให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด
แนวทางการเขียนเรียงความเบื้องต้นนี้จะสามารถเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพเรียงความและเป็นเกณฑ์หนึ่งที่ผู้เขียนเรียงความสามารถใช้ประเมินความสามารถของตนได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามแนวทางการเขียนเรียงความตามที่ได้กล่าวมานี้ เป็นเพียงพื้นฐานในการเริ่มต้นพัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ทุกคนสามารถเขียนเรียงความชั้นเลิศได้ เพราะการจะกระทำได้เช่นนั้น ย่อมมาจากผลแห่งการฝึกฝนของแต่ละบุคคล โดยสรุปแนวทางการเขียนเรียงความที่เขียนขึ้นนี้ ย่อมเป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความระดับเบื้องต้นให้มีเอกภาพ สัมพันธภาพ และ สารัตถภาพได้ในระดับหนึ่ง
เรียงคำเรียงความคิด
ทีละนิดทีละหน่อย
เว้นวรรคสักเล็กน้อย
ให้เห็นรอยการหยุดพัก
เรียงความตามใจนึก
ความรู้สึกลึกประจักษ์
ส่องฉายมาทายทัก
ทีละวรรคทาบเวลา
เรียงความคำชีวิต
ยิ่งพินิจยิ่งพบค่า
แจ่มชัดด้วยศรัทธา
ในดวงตาเต็มดวงใจ
เรียงความของชีวิต
ท้ายสถิตสถานใด
สื่อสารล้านสมัย
จวบสายใยจบวิญญาณ์
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐