เรียงความเรียงคำ

posted on 05 Mar 2008 19:51 by putcha  in Thai

            

 

๑ มกราคม ๒๕๕๑ โดย มดส้มจ่อย

เรียงความเรียงคำ : เขียนประจำแต่ทำไมยังย่ำอยู่กับที่

       การเขียนเรียงความถือเป็นงานที่บรรดาครูอาจารย์มักสั่งให้นักเรียนเขียนส่งเป็นประจำโดยเฉพาะในวันสำคัญอันเป็นหัวข้อยอดนิยมตลอดกาล เช่น พ่อของแผ่นดิน” “แม่ของฉัน ครูในดวงใจ เป็นต้น วันครู วันพ่อ วันแม่ วันเด็ก ฯลฯ หากลองนับวันที่เหล่านักเรียนต้องได้รับมอบหมายให้เขียนเรียงความขึ้น ในหนึ่งปีคงมีไม่ต่ำกว่าสิบหัวข้อเรื่อง อาจกล่าวได้ว่านักเรียนทุกคนเคยได้รับมอบหมายให้เขียนเรียงความส่งเป็นการบ้านอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งเรื่อง และแม้ว่าการสั่งให้เขียนเรียงความจะแพร่หลายหากแต่การสอนให้เขียนเรียงความกลับอยู่ในวงจำกัด

       ในขณะที่หัวข้อเรียงความแต่ละหัวข้อพรั่งพรูออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง นักเรียนมากมายต่างมีอาการคล้ายคนตาบอดคลำทาง แม้จะมีการพยายามอธิบายถึงองค์ประกอบของเรียงความ ว่าต้องมีอย่างน้อย ๓ ย่อหน้า คือ คำนำ เนื้อเรื่อง สรุป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนเรียงความส่วนใหญ่ก็คือพยายามเขียนให้ได้อย่างน้อยสามย่อหน้า ส่วนเนื้อหาในแต่ละย่อหน้านั้นจะเป็นเช่นไรไม่ใคร่จะใส่ใจอะไรนัก หรือผู้เขียนบางจำพวก เมื่อทราบว่าควรจะต้องมีคำนำ เนื้อเรื่อง สรุปแล้ว ก็พยายามคิดคำนำก่อน ทั้งที่ยังไม่ได้กำหนดให้แน่ชัดว่าเรียงความเรื่องนี้ตนต้องการจะเขียนให้มีเนื้อหาสาระไปในแนวทางใดบ้าง เรียงความของคนกลุ่มนี้จึงมักกลายเป็นการเขียนที่อาจดูดีในเบื้องแรก แต่หลงประเด็นและวกวนในภายหลังได้ นอกจากนี้ยังมีบุคคลผู้เขียนเรียงความอีกหลายจำพวกที่ยังล่องลอยไปตามกระแสความคิด ขาดรูปแบบ และระบบความคิดที่ชัดเจน หากการสั่งให้เขียนเรียงความนั้นเกิดขึ้นควบคู่กับการสอนแล้ว วิธีการเขียนเรียงความที่ถูกต้องย่อมเป็นผลดีสำหรับผู้ที่มีโอกาสเขียนเรียงความ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา เพื่อนำไปพัฒนาการเขียนของตนตามโอกาสที่มีอยู่ต่อไป

       จากข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเขียนเรียงความสมควรมีการอธิบายถึงวิธีและรูปแบบให้มากกว่าดังที่เป็นมา ซึ่งจะกล่าวต่อไปนี้

ความหมายของเรียงความ

       เรียงความ ตามความหมายพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ หมายถึง เรื่องที่นำข้อความต่างๆมาแต่งเรียบเรียงขึ้น ในลักษณะที่ใช้พูดหรือเขียนกันเป็นสามัญ[๑]

       สำหรับการนำข้อความต่างๆมาแต่งเรียบเรียงขึ้นนั้น ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่การคัดลอกข้อความจากหลายแหล่งที่มาแล้วนำมาประกอบกันขึ้นเป็นเรียงความเรื่องหนึ่ง เพราะการนำมาแต่งเรียบเรียงนั้นหมายถึงการนำเรื่องราวมา แต่งด้วยสำนวนภาษาของผู้เขียนเรียงความเอง ซึ่ง เรียบเรียงลำดับความสัมพันธ์ของเรื่องราวอย่างเป็นระบบแล้ว

ความรู้เรื่องการเขียนเรียงความที่แพร่หลายในปัจจุบัน

       แนวทางการเขียนเรียงความที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบันจนเป็นหลักพื้นฐาน คือการกล่าวถึงองค์ประกอบของเรียงความ อันประกอบไปด้วย สามย่อหน้าหลักคือ คำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป

       คำนำ         คือ การเกริ่นเรื่อง เป็นย่อหน้าที่จุดประกาย เปิดประเด็น และทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจที่จะติดตามอ่านต่อ

       เนื้อเรื่อง      คือ ตัวเรื่องหลักของเรียงความ ภายในเนื้อเรื่องมีทั้งเนื้อเรื่องหลัก และเนื้อเรื่องย่อยที่สนับสนุนเนื้อเรื่องหลัก ด้วยเหตุนี้เนื้อเรื่องจึงสามารถแบ่งเป็นหลายย่อหน้าได้ เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่ผู้เขียนสามารถส่งสารให้แก่ผู้อ่าน ทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจเรื่องราวของเรียงความได้อย่างชัดเจน

       สรุป           คือ การสรุปเนื้อหาทั้งหมดที่ได้เขียนมาก่อนหน้าเพื่อเป็นการขมวดเรื่องและทบทวนเนื้อเรื่องอย่างย่อแก่ผู้อ่าน

       ด้วยเนื้อหาเพียงเท่านี้ประกอบกับเรียงความที่ส่งไปมักกลับมาในสภาพที่ปรากฏร่องรอยการตรวจก็เพียงแต่การให้คะแนนเท่านั้น ย่อมเป็นการง่ายที่ผู้เขียนเรียงความซึ่งมีจำนวนครั้งในการเขียนมาก แต่มีประสบการณ์น้อยครั้งในการอ่านจะเกิดภาวะย่ำอยู่กับที่ ด้วยเหตุที่เข้าใจวิธีการเขียนเรียงความพื้นฐานได้ไม่ชัดเจน เพราะทราบแต่เพียงองค์ประกอบของเรียงความ ซ้ำยังไม่ทราบถึงความบกพร่องของตนที่เกิดขึ้นในการเขียนแต่ละครั้ง เพราะเรียงความที่เขียนขึ้นไม่ได้รับการชี้แจงถึงข้อผิดพลาดที่มีในเรียงความนั้นๆ

       การย่ำอยู่กับที่ของผู้เขียนเรียงความจึงกลายเป็นสิ่งสามัญ ไม่ว่าจะเป็นการนำเนื้อเรื่องไปเป็นคำนำ การเขียนเรียงความที่มักกล่าวกันเสมอว่า เขียนเป็นน้ำท่วมทุ่ง การลำดับเรื่องราวและประเด็นที่ไร้ระบบทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้อ่าน และแม้กระทั่งการเขียนเรียงความที่ไม่สัมพันธ์ ไม่เป็นเอกภาพกับหัวข้อเรื่อง ดั่งนี้การเขียนเรียงความจึงควรเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการเขียนเรียงความเบื้องต้นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

แนวทางเขียนเรียงความเบื้องต้นที่ควรทราบนอกเหนือจากองค์ประกอบของเรียงความ

       จากการที่ทราบเพียงองค์ประกอบของเรียงความทำให้เกิดปัญหานานาประการดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งส่งผลให้ผู้เขียนเรียงความเกิดภาวะย่ำอยู่กับที่ แนวทางการเขียนเรียงความเบื้องต้นจึงมีขึ้นเพื่อเป็นประโยชน์และช่วยแก้ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะแก้ไขการย่ำอยู่กับที่ของผู้เขียนเรียงความ

       ลักษณะเรียงความที่ดี

                 เรียงความที่ดีคือเรียงความที่มี เอกภาพ สัมพันธภาพ สารัตถภาพ

                 เอกภาพ               คือ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเรื่องที่เขียน เช่น เรียงความหัวข้อพ่อของแผ่นดิน ทั้งคำนำ เนื้อเรื่อง สรุปก็ควรจะเป็นเรื่องเดียวกัน มิใช่กล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในคำนำ แล้วเขียนถึงพ่อของตนในเนื้อเรื่องจนกระทั่งสรุป เป็นต้น

                 สัมพันธภาพ คือ ความเชื่อมโยงถึงกันในแต่ละย่อหน้า ย่อหน้าแต่ละย่อหน้ามีความสัมพันธ์ สนับสนุนซึ่งกันและกัน เช่น ในส่วนเนื้อเรื่องที่สามารถแบ่งได้เป็นหลายย่อหน้านั้น แต่ละย่อหน้าจำเป็นจะต้องมีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายความต่อจากย่อหน้าก่อนหน้า การสนับสนุนเหตุและผลของย่อหน้าก่อน เป็นต้น

                 สารัตถภาพ            คือ ความมีสาระ มีแก่นสารของเรื่อง สารที่สื่อออกมามีคุณประโยชน์ต่อผู้อ่าน เช่นการเขียนเรียงความหัวข้อ ประชาธิปไตยในฝันก็ควรเขียนให้สร้างสรรค์ กล่าวถึงประชาธิปไตยในฝันอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ความมีแก่นสารของเรียงความยังหมายถึงการเขียนอย่างมีข้อเท็จจริงและหลักเหตุผลอ้างอิงอีกด้วย หาใช่อุปโลกน์และเขียนเรียงความขึ้นด้วยอคติของตนไม่

                 ลักษณะเรียงความดังที่กล่าวมานี้สามารถนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินคุณภาพของเรียงความเพื่อจะได้ทราบถึงข้อบกพร่องและการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับเรียงความที่เขียนในแต่ละครั้งของผู้เขียนเรียงความ ทั้งยังสามารถใช้เป็นหลักสำหรับยึดถือในการตั้งต้นเขียนเรียงความได้อีกด้วย

       ขั้นตอนที่ควรคำนึงในการเขียนเรียงความ

                 ๑. พิจารณาหัวข้อเรียงความให้เข้าใจ

                          การพิจารณาหัวข้อเรียงความเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่ง เพราะการเข้าใจหัวข้อจะทำให้                   บังเกิดแก่นเรื่องอันเป็นสาระแก่ผู้เขียนได้ เมื่อผู้เขียนเข้าใจหัวข้อเรื่องอย่างแจ่มแจ้งผู้เขียนย่อม                สามารถเลือกสรรแก่นเรื่องที่จะนำมาเขียนเรียงความได้ นอกจากนั้นยังทำให้ผู้เขียนไม่หลง                     ประเด็น ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพระหว่างเนื้อเรื่องและหัวข้อเรื่องแก่เรียงความนั้นๆ

                 ๒. ระดมสมองคิดถึงสารหรือเนื้อหาที่จะนำมาเขียนเรียงความ

                           พยายามคิดถึงขอบข่ายของเรื่องที่จะเขียนให้กว้างมากที่สุด เช่นการมองทั้งในมุมของ                 อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต คิดหาและนำวัตถุดิบอันได้แก่ เรื่อง สำนวน หรือ คำคมต่างๆที่                      เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะต้องเขียนมารวบรวมไว้ให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการเปิดมุมมองทาง                     ความคิด ทำให้เรียงความที่จะเขียนขึ้นนั้นมีความหลากหลายทางความคิด ไม่เป็นการมองโลก                 แต่เพียงภาพเดิมๆเท่านั้น ทั้งยังจะส่งผลให้เรียงความที่ได้มีสารที่ไม่เป็นอคติ เพราะเกิดจาก                   การคิดพิจารณาอย่างรอบด้านแล้ว

                 ๓. คัดสรรเฉพาะวัตถุดิบที่ใช้ประโยชน์ได้จริง

                           นำวัตถุดิบทั้งหมดที่ได้จากการระดมสมองมาคัดสรร เลือกไว้แต่วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องและ                มีประโยชน์ต่อหัวข้อเรื่องของเรียงความจริงๆเท่านั้น เพราะขั้นตอนนี้เป็นการคัดกรองความคิด                  ที่ไม่ชัดเจน และไม่เป็นประโยชน์ออกไปจากเรียงความ ก่อนการเริ่มต้นเขียนจริง ซึ่งจะช่วยให้                 ผู้เขียนจดจ่อกับประเด็นที่จะเขียนได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เรียงความที่จะเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตมี              ความเป็นสารัตถภาพ เพราะเนื้อหาชัดเจนและตรงประเด็น ทั้งยังมีเอกภาพ เพราะได้วัตถุดิบ                  ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

                 ๔. ลำดับความสำคัญก่อนหลังและลำดับความสัมพันธ์ของเนื้อหา

                          นำวัตถุดิบที่คัดสรรแล้วมาเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง และลำดับความสัมพันธ์ของ                เนื้อหาเพื่อให้ผู้อ่านรับและเข้าใจสารได้ง่าย ไม่เกิดความสับสนในเนื้อหาของเรียงความ                           ทั้งยังเสริมให้เนื้อเรื่องให้แต่ละส่วนของเรียงความมีความสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดี ต่างจาก                 เรียงความที่มีเรื่องเนื้อสะเปะสะปะ ยากแก่การติดตามของผู้อ่าน

                 ๕. กำหนดโครงเรื่อง

                          นำการจัดลำดับที่ได้มาเขียนเป็นโครงเรื่องอย่างง่าย เพื่อเป็นแนวทางในการเขียนต่อไป               ส่งผลให้ผู้เขียนไม่เผลอตนเขียนออกนอกประเด็น ดังนั้นโครงเรื่องจึงมีส่วนช่วยในการเขียน                    ได้มากโดยเฉพาะกับเรียงความขนาดยาว เช่นเรียงความชิงทุนภูมิพลที่กำหนดให้เขียน ๖ หน้า                   ขึ้นไป เป็นต้น เพราะยิ่งเรียงความขนาดยาวมากเท่าใด ก็ยิ่งง่ายต่อการที่ผู้เขียนจะหลงลืมสิ่งที่           จะเขียน หรือ เพิ่มเติมเนื้อความที่นอกประเด็นเข้ามาได้ โครงเรื่องจึงมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็น            เครื่องกำหนดแนวทางในการเขียนแต่ละครั้ง และช่วยบันทึกสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะเขียน ทำให้                ผู้เขียนไม่พลาดเนื้อหาหรือรายละเอียดที่สำคัญไป

                     ตัวอย่างโครงเรื่องเรียงความ

                 เรียงความเรื่อง ความเป็นไม่ไทยในตัวตนของคนไทย

                 ๑.       เกริ่นเรื่องถึงมุมมองเรื่องความไม่เป็นไทยและความเป็นไทยในสังคมปัจจุบัน (คำนำ)

                 ๒.       กล่าวถึงความไม่เป็นไทยและความเป็นไทยที่ต่างก็มีทั้งด้านดีและด้านเสีย

                 ๓.       กล่าวถึงความเป็นไทยที่ไม่ควรยกย่องสรรเสริญเกินควร (ยกตัวอย่างประกอบ: สุรา                            นารี พาชี กีฬาบัตร)

                 ๔.       กล่าวถึงความไม่เป็นไทยในด้านดี (ยกตัวอย่างประกอบ)

                 ๕.       การผสานกันอย่างกลมกลืนของความไม่เป็นไทยและความเป็นไทย

                 ๖.       สรุป (อาจใช้การอุปมา)

                          สังเกตว่าแต่ละหัวข้อของโครงเรื่องจัดลำดับตามโครงสร้างของเรียงความและ                           เรียงลำดับหัวข้อตามความสำคัญของเนื้อหา นอกจากนี้สามารถเขียนหัวข้อแต่ละหัวข้อใน                         รูปแบบของคำ วลี หรือ ประโยค ก็ได้ เพียงแต่การเขียนนั้นจะต้องเป็นที่เข้าใจได้กระจ่างชัดเจน             เพื่อผู้เขียนจะได้นำไปใช้ในการเขียนเรียงความจริงๆต่อไป

                 ๖. เขียนเรียงความตามโครงเรื่องที่ได้กำหนดไว้

                           ในขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นจะต้องเขียนตามโครงเรื่องทุกประการ เพียงแต่ยึดโครงเรื่องเป็น                 แนวทางเท่านั้น หากผู้เขียนคิดวัตถุดิบหรือประเด็นอื่นๆได้เพิ่มเติมก็ให้พิจารณาทบทวน ตั้งแต่                  ข้อ ๓. ตามลำดับ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นควรที่จะแก้ไขโครงเรื่องก็สามารถกระทำได้ เพราะโครง                 เรื่องเป็นเพียงเครื่องมือช่วยในการเขียนอย่างเป็นระบบ หาใช่กรงขังความคิดไม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น              ผู้เขียนต้องพิจารณาวัตถุดิบให้รอบคอบว่าคุ้มค่าที่จะแก้ไขโครงเรื่องหรือไม่ก่อนที่จะปรับแก้                    โครงเรื่องและเขียนเรียงความโดยใช้โครงเรื่องใหม่นั้นเป็นแนวทาง

                 ๗. ตรวจแก้ไขคำผิด เพิ่มเติมหรือแก้ไขจุดบกพร่อง

                          ระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจแก้เรียงความคือหลังจากการเขียนเสร็จสองถึงสามวัน               ทั้งนี้ทั้งนั้นสามารถตรวจแก้เรียงความได้ในทันที ซึ่งผู้เขียนต้องระมัดระวังมิให้จิตใจของตน                     ไปยึดติดว่าเรียงความที่เขียนขึ้นนั้นเป็นดั่งลูกของตน ที่ตนไม่สามารถอบรมสั่งสอนได้ เพราะมิ                   เช่นนั้นแล้วผู้เขียนเรียงความจะเกิดความลำเอียงในจิตใจ ประกอบกับอาการเหนื่อยล้าจาก                      การเขียนมาก่อนหน้าด้วย ส่งผลให้การตรวจแก้เรียงความไม่ได้ผลเท่าที่ควรนัก ดั่งนั้น หาก                    เป็นไปได้ควรเขียนเรียงความก่อนกำหนดส่งสามถึงสี่วันเป็นอย่างน้อย เพื่อจะได้มีเวลาในการ                 แก้ไขตรวจทานให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุด

       แนวทางการเขียนเรียงความเบื้องต้นนี้จะสามารถเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยในการตรวจสอบคุณภาพเรียงความและเป็นเกณฑ์หนึ่งที่ผู้เขียนเรียงความสามารถใช้ประเมินความสามารถของตนได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามแนวทางการเขียนเรียงความตามที่ได้กล่าวมานี้ เป็นเพียงพื้นฐานในการเริ่มต้นพัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ทุกคนสามารถเขียนเรียงความชั้นเลิศได้ เพราะการจะกระทำได้เช่นนั้น ย่อมมาจากผลแห่งการฝึกฝนของแต่ละบุคคล โดยสรุปแนวทางการเขียนเรียงความที่เขียนขึ้นนี้ ย่อมเป็นเครื่องมือที่สามารถพัฒนาทักษะการเขียนเรียงความระดับเบื้องต้นให้มีเอกภาพ สัมพันธภาพ และ สารัตถภาพได้ในระดับหนึ่ง

เรียงคำเรียงความคิด
ทีละนิดทีละหน่อย
เว้นวรรคสักเล็กน้อย
ให้เห็นรอยการหยุดพัก

เรียงความตามใจนึก
ความรู้สึกลึกประจักษ์
ส่องฉายมาทายทัก
ทีละวรรคทาบเวลา

เรียงความคำชีวิต
ยิ่งพินิจยิ่งพบค่า
แจ่มชัดด้วยศรัทธา
ในดวงตาเต็มดวงใจ

เรียงความของชีวิต
ท้ายสถิตสถานใด
สื่อสารล้านสมัย
จวบสายใยจบวิญญาณ์
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐



                อ้างอิง

                        [๑] ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖.

 

  

ดาวที่ดับลับฟ้า

posted on 02 Jan 2008 19:12 by putcha  in Poems

 

ฟ้าสะเทือนเกลื่อนโศกทั้งโลกเศร้า
พระกาลเผาชีพดับดาวอับแสง
เคยเด่นท่ามท้องนภากลับลาแรง
สื่อแสดงสัจธรรมธรรมดา

แม้ดวงดาวสกาวอยู่ยังรู้ดับ
อีกภูผาย่อยยับด้วยใยผ้า
องค์อินทร์, พรหม, จักรพรรดิ ฤาเทวา
ต่างมีคราฆาตเข้าเศร้าไปไย

ทั้งดวงดาวที่ดับลับวันนี้
จักสุขศรีสวัสดิ์ผ่องส่องสมัย
เสมอดวงสุริยาประภาประไพ
ด้วยทุกคนสนใจดาวที่ลับ!!

พระเกียรติยศปรากฏล้ำส่องนำโลก
สร่างวิโยคชนมานผสานศัพท์
ส่งสำเนียงซร้องตำนาน นานเนิ่นนับ
ดาวที่ดับจึงกลับเด่นในฤดี

 ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ปุจฉา

 

ประกาศ ฉบับที่ 1

เรื่อง แถลงวัตถุประสงค์

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2550

นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป สถานที่แห่งนี้จักเป็นที่เก็บรวบรวมบทความต่างๆ โดยเฉพาะด้าน 1) ภาษาและวรรณคดีไทย 2) ศาสนาต่างๆ 3) การค้นคว้าสรรพสิ่งบนโลกด้วยการพินิจพิจารณ์

ทั้งนี้ผู้เขียนขอให้คำมั่นว่าจักหมั่นสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ

หากท่านใดกำลังศึกษา และ/หรือ สนใจวิทยาการแขนงใดแขนงหนึ่งที่กล่าวมาแล้วนี้ ขอความกรุณามาร่วมกันสนทนาปราศรัยเพื่อให้เกิดการกระจายและขยายขอบข่ายองค์ความรู้สืบไป

เตาไฟกับคนใส่ฟืน

posted on 27 Mar 2007 23:22 by putcha  in philosophy

ไฟของเขา

กับเตาของเธอ

ขาดแค่ฟืนของเรา

...

การกระทำเล็กๆ กับ สติ

posted on 06 Mar 2007 08:23 by putcha  in philosophy

การกระทำเล็กๆ
อาจเกิดการกระเทือนเป็นวงกว้าง*

จิตใจที่ไร้ร้างสติเพียงเสี้ยววินาที
...ชีวิตอาจพลิกผันเกินบรรยาย

...นานเหลือเกินที่ความฝันถูกทิ้งขว้างให้เคว้งคว้างเกินไขว่ขว้า...

วันนี้เพียงจะมาเริ่มต้น...บนทางเก่า

บนทางที่เรายังไม่ได้แผ้วถางสำหรับเราเอง

ใครเอย..
เอ่ยถามถึงความเศร้า
ใครเอย..
เปลี่ยวเหงาคือเราหรือ?
ใครเอย..
ที่มีพร้อมทั้งสองมือ
ใครเอย..
ที่อออือและอ่อนแอ

คอยคิดพูดทำ

posted on 17 Jan 2007 18:24 by putcha  in philosophy

คอย คอย คอย คอย คอย คอย

คอย คอย คอย คอย คอย

คิด คิด คิด คิด คิด

คิด คิด คิด คิด

พูด พูด พูด

พูด พูด

"ทำ"


.

.

.

.

.

คนที่คอยความคิดคนอื่นมีมาก

คนคิดมีน้อย

คนกล้าพูดมีน้อยกว่า

คนทำจริงๆ แทบไม่มี

ทุกเช้า

posted on 16 Jan 2007 18:33 by putcha  in philosophy

ทุกเช้า

ที่ลืมตาตื่น

อย่าลืมให้ใจตื่นด้วย

ปีใหม่

posted on 02 Jan 2007 01:09 by putcha  in philosophy

 

 

ปีใหม่

อีกปี

ที่เก่า

edit @ 11 Jan 2008 09:51:55 by ปุจฉา

นอนหนาวหนาวเหน็บเนื้อ ... เนาเหนือ
กายสะท้านสะเทือนเหลือ ... ร่างร้าว
ผิวผ่องกลับหมองเจือ ... รอยแตก
ลมบาดดุจของ้าว... ดั่งเงื้อมมือมาร

ขาดแคลนของช่วยยั้ง ... หยุดภัย
ทนอยู่เท่าทนไหว ... เท่านี้
อากาศบาดปอดไป ... ปานเปรียบ
รอพบทางหลบลี้ ... พิษร้ายแรงหนาว

 

edit @ 11 Jan 2008 09:51:37 by ปุจฉา